ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่

(1/2) > >>

ชายเสรี:
ขอความอนุเคราะห์หน่อยครับ เรื่องเล่าโดยย่อนิทานเรื่องก่องข้าวน้อยฆ่าแม่  ภาพถ่ายอนุสรณ์สถาน ไม่แน่ใจเค้ารเรียกอะไร ถ้ามีแผนที่เดินทางด้วยยิ่งดี ขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่เข้ามาให้ข้อมูล  ครับ

ออนซอน:




ครั้งหนึ่งเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วที่บ้านตาดทอง ในฤดูฝนมีการเตรียมปักดำกล้าข้าวทุกครอบครัวจะออกไปไถนาเตรียมการเพราะปลูก  ครอบครัวของชายหนุ่มคนหนึ่งกำพร้าพ่อ  ไม่ปรากฏชื่อหลักฐาน ก็ออกไปปฏิบัติภารกิจเช่นเดียวกัน

วันหนึ่งเขาไถนาอยู่นานจนสาย  ตะวันขึ้นสูงแล้วรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียมากกว่าปกติ และหิวข้าวมากกว่าทุกวัน  ปกติแล้วแม่ผู้ชราจะมาส่งก่องข้าวให้ทุกวัน แต่วันนี้กลับมาช้าผิดปกติ 

เขาจึงหยุดไถนาเข้าพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้  ปล่อยเจ้าทุยไปกินหญ้าสายตาเหม่อมองไปทางบ้าน  รอคอยแม่ที่จะมาส่งข้าวตามเวลาที่ควรจะมา  ด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจยิ่งสายตะวันขึ้นสูงแดดยิ่งร้อนความหิวกระหายยิ่งทวีคูณขึ้น

ทันใดนั้นเขามองเห็นแม่เดินเลียบมาตามคันนาพร้อมก่องข้าวน้อยๆ  ห้อยต่องแต่งอยู่บนเสาแหรกคาน  เขารู้สึกไม่พอใจที่แม่เอาก่องข้าวน้อยนั้นมาช้ามาก  ด้วยความหิวกระหายจนตาลาย  อารมณ์พลุ่งพล่าน  เขาคิดว่าข้าวในก่องข้าวน้อยนั้นคงกินไม่อิ่มเป็นแน่  จึงเอ่ยต่อว่าแม่ของตนว่า

"อีแก่ คุณไปทำอะไรอยู่จึงมาส่งข้าวให้กูกินช้านัก
ก่องข้าวก็เอามาแต่ก่องน้อยๆ กูจะกินอิ่มหรือ?"

ผู้เป็นแม่เอ่ยปากตอบลูกว่า "ถึงก่องข้าวจะน้อยก็น้อยต้อนแต้นแน่นในดอกลูกเอ๋ย  ลองกินเบิ่งก่อน"

ความหิว ความเหน็ดเหนื่อย ความโมโห หูอื้อตาลาย ไม่ยอมฟังเสียงใดๆ เกิดบันดาลโทสะอย่างแรงกล้า คว้าได้ไม้แอกน้อยเข้าตีแม่ที่แก่ชราจนล้มลงแล้วก็เดินไปกินข้าว กินข้าวจนอิ่มแล้วแต่ข้าวยังไม่หมดกล่อง จึงรู้สึกผิดชอบชั่วดี  รีบวิ่งไปดูอาการของแม่และเข้าสวมกอดแม่

อนิจจา แม่สิ้นใจไปเสียแล้ว..

ชายหนุ่มร้อยไห้โฮ สำนึกผิดที่ฆ่าแม่ของตนเองด้วยอารมณ์เพียงชั้ววูบ  ไม่รู้จะทำประการใดดี  จึงเข้ากราบ นมัสการสมภารวัดเล่าเรื่องให้ท่านฟังโดยละเอียด 

สมภารสอนว่า "การฆ่าบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้าของตนเองนั้นเป็นบาปหนัก เป็นมาตุฆาต ต้องตกนรกอเวจีตายแล้วไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเป็นคนอีก มีทางเดียวจะให้บาปเบาลงได้ก็ด้วยการสร้างธาตุก่อกวมกระดูกแม่ไว้ ให้สูงเท่านกเขาเหิน จะได้เป็นการไถ่บาปหนักให้เป็นเบาลงได้บ้าง"

เมื่อชายหนุ่มปลงศพแม่แล้ว ขอร้องชักชวนญาติมิตรชาวบ้านช่วยกันปั้นอิฐก่อเป็นธาตุเจดีย์บรรจุอัฐิแม่ไว้ จึงให้ชื่อว่า "ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่" จนตราบทุกวันนี้

ทุกวันนี้มีผู้มากราบธาตุก่องข้าวน้อยฯทุกวันเพื่อขอขมาลาโทษเหมือนเป็นการไถ่บาปที่ทำให้พ่อแม่เสียใจ บางคนเมื่อมีลูกแล้วถึงรู้ว่าบุญคุณแม่มากสุดเหลือคณานับ เพิ่งรู้ว่าเลี้ยงดูลูกนั้นยากหนักหนาขนาดไหน จึงมาสำนึกที่ทำให้แม่ต้องเสียใจ บ้างก็มากราบไหว้เพื่อรำลึกถึงบุญคุณแม่

คติ:ทำดีกับพ่อแม่ยามเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ดีว่า สำนึกได้เมื่อท่านจากไป

ออนซอน:
http://www.yasothon.org/tongt/kong.swf

ธ า ตุ ก่ อ ง ข้ า ว น้ อ ย

    เป็นเจดีย์เก่าสมัยขอม ตั้งอยู่ในทุ่งนา ตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร (ก่อนนั้นเป็นอำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี ครับ) ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๙ กม. ไปตามทางหลวงหมายเลข ๒๓ (ยโสธร - อุบลราชธานี) ประมาณหลักกิโลเมตรที่ ๑๙๔ เลี้ยวซ้ายไปอีก ๑ กิโลเมตร ถึงบ้านตาดทอง พอพ้นบ้านตาดทองออกไปก็จะมองเห็นธาตุก่องข้าวน้อยสูงตระหง่านอยู่กลางทุ่งนา
     ธาตุก่องข้าวน้อยเป็นเจดีย์เก่าสมัยขอม สร้างในพระพุทธศตวรรษที่ ๒๓ - ๒๕ ตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลาย เป็นเจดีย์โดยทั่วไป คือมีลักษณะเป็นก่องข้าว องค์พระธาตุเป็นเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สามฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ ๒ เมตร ก่อสูงขึ้นไปประมาณ ๑ เมตร ช่วงกลางขององค์พระธาตุมีลวดลายทำเป็นซุ้มประตูทั้งสี่ด้าน ถัดจากช่วงนี้เป็นส่วนยอดของเจดีย์ที่ค่อย ๆ สอบเข้าหากัน เป็นส่วนยอด รอบนอกของพระธาตุก่องข้าวน้อยมีกำแพงอิฐล้อมรอบขนาด ๕ x ๕ เมตร นอกจากนี้บริเวณด้านหลังมีพระพุทธรูปอยู่องค์หนึ่งก่อด้วยอิฐ ชาวบ้านนับถือว่าศักดิ์สิทธ์มาก และในเดือนห้าจะมีผู้คนนิยมมาสรงน้ำพระและปิดทอง ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าไม่ทำเช่นนี้ฝนจะแล้งในปีนั้น

     ธาตุก่องข้าวน้อยมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ ซึ่งผิดไปจากปูชนียสถานแห่งอื่น ๆ ที่มักเกี่ยวพันกับเรื่องพุทธศาสนา แต่ประวัติความเป็นมาของธาตุก่องข้าวน้อยกลับเป็นเรื่องของหนุ่มชาวนา โดยมีประวัติที่เล่าต่อ ๆ กันมาแต่โบราณกาลว่า ยังมีครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง ชื่ออะไรไม่ปรากฏ ครอบครัวนี้มีแม่และลูกชายอยู่ด้วยกันเพียงสองคนแม่ลูก มีอาชีพทำนามาแต่ดั้งเดิม อยู่มาวันหนึ่ง ลูกชายออกไปไถนาแต่เช้าตรู่คนเดียว ฝ่ายแม่ก็ทำอาหารอยู่บ้านเพื่อนำไปส่งลูกชายที่นา ลูกชายไถนาได้หลายไร่จนตะวันสูงโด่งฟ้าแล้วแม่ก็ยังไม่นำอาหารมาให้กิน หิวก็หิว เหนื่อยก็เหนื่อย เหนื่อยกายอ่อนใจลงนั่งคอยแม่อยู่ใต้ต้นไม้ และทอดสายตามายังบ้านของตน คอยอาหารจากแม่ด้วยความหิวโหย ทันใดนั้นก็มองเห็นแม่หิ้วก่องข้าวน้อย (ก่องข้าวน้อยเป็นภาชนะใส่ข้าวเหนียวซึ่งสานด้วยไม้ไผ่ ใช้กันทั่วไปในภาคอีสาน) เดินมาแต่ไกล ด้วยความหิวจนแสบท้องแลเห็นก่องข้าวน้อยกลัวจะไม่พอกิน พอแม่มาถึงก็โมโหต่อว่าต่อขานแม่เป็นการใหญ่ว่าทำไมแม่มาช้า มารดาตอบว่าวันนี้แม่มีงานที่บ้านมากจึงได้มาช้าไปหน่อย ได้ถามมารดาต่ออีกว่าทำไมไม่เอาก่องข่าวใหญ่ใส่ข้าวมาก่องนี้น้อยมีข้าวอยู่นิดเดียวจะพอกินอิ่มหรือ ด้วยความโมโหหิวจึงคว้าไม้แอกน้อยแล้วปรี่จะเข้าตีมารดา มารดาก็อ้อนวอนว่าให้ลองกินดูก่อนถึงเป็นก่องข้าวน้อยแต่เต็มแน่นในนะลูก มารดาอ้อนวอนอยู่หลายครั้งหลายหน ลูกก็ไม่ฟังเสียงเพราะอารมณ์ขุ่นมัว จึงทุบตีมารดาจนนิ่งฟุบไป เมื่อได้ก่องข้าวจากแม่แล้วก็เปิดออกกิน จนอิ่มแล้วข้าวก็ยังไม่หมดเหลืออีกค่อนก่อง ครั้นกินข้าวอิ่มแล้วจึงนึกถึงแม่ได้รีบลุกขึ้นไปดู แต่อนิจจาแม่ได้สิ้นใจไปเสียแล้ว เขาได้สติสำนึกถึงบาปกรรมอันหนักนั้น ร้องไห้คร่ำครวญมิได้ขาด เขาคิดว่าไม่มีทางใดจะช่วยระงับความผิดอันหนักนี้ได้ นอกจากจะสร้างธาตุอุทิศส่วนกุศลให้มารดาขออโหสิกรรมและล้างบาปที่ตนกระทำมาตุฆาต จึงได้ทดแทนพระคุณแม่ด้วยการสร้างธาตุนี้ขึ้น บรรจุอัฐิแม่ไว้ ณ ที่นาของตนที่แม่ตาย เพื่อกราบไหว้บูชา

     นอกจากนี้ที่บริเวณบ้านตาดทอง กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้นเรื่องราวของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้ค้นพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และภาชนะลายเขียนสีแบบบ้านเชียง

ออนซอน:
คนส่วนใหญ่ชอบเรียกว่า "พระธาตุก่องข้าวน้อย" จริง ๆ แล้วคือ "ธาตุก่องข้าวน้อย" ครับ
คนอีสานเรียกธาตุนั้นหมายถึงที่เก็บกระดูก (จะพบเห็นในวัด) ซึ่งในที่นี้เป็นที่เก็บกระดูกของแม่นายทองครับ

อ้อ  แผนที่ครับ

หนุ่มนากระแซง:
  ความหิวเนาะ นี่ล่ะอารมณ์ชั่ววูบแท้ๆ ได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เด็กๆแล้วครับ น่าสงสารผู้เป็นแม่ ว่าแล้วกะคึดฮอดแม่อยู่บ้าน

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป